วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

หรือว่า หุ่นยนต์จะมาแทนที่เรา ?



       เมื่อไม่นานมานี้ ผมเองไปไปอ่านบทความหลายๆ บทความที่ พูดเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์    และจะช่วยทนแทนความผิดพลาดที่มนุษย์สามารถทำให้เกิดขึ้นได้แต่ว่าคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ไม่ !! 


    คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ แล้วเราจะทำงานอะไรกันเมื่อในอนาคต  งานที่เราทำจะต้องถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ อย่าง AI  




     ท้าวความกันไปเมื่อสมัย พัฒนาอุตสาหกรรม   เราเปลี่ยนจากการทำการเกษตร เป็นการทำอุตสาหกรรมหนัก แรกเริ่ม อุตสาหกรรมหลัก ๆ จะเป็นเหมืองแร่ และสิ่งทอ   และก็มาเป็นอุตสหกรรมในครัวเรือน   อาชีพเกษตกร ไปไหน    ?  เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมผุดเป็นดอกเห็ด   แน่นอน เกษตรกร บางส่วนก็ย้ายเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรม 






       การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากมีการปฎิวัติอุตสาหกรรม ใน ค.ศ.1750   คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของประวัติศาสตร์หรือ ?    แน่นอนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแค่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมแบบในอดิต  แต่เป็นพวกเราทั้งหมด  !!


   ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI)   จะทาทำงานแทนที่ เรา  .... แต่เดี๋ยวก่อน  AI นั้นมีมานานแล้ว  เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่ามันคือ AI     

   ก่อนหน้าที่เราจะเห็นระบบปัญญาประดิษฐ์นี้  ย้อนกลับไปในส่วนอุตสาหกรรม ในการผลิตชิ้นงานหนึ่งๆ  เราอาจจะต้องใช้คนในการประกอบ ใช้ความชำนาญ แต่ว่า คนก็คือคน  ไม่ว่ายังไง เราเองก็ต้องเหนื่อยล้า ทำงาน นานๆ เข้า ก็ึ้ขไม่มีสมาธิ ทำให้เกิดการผิดพลาด ขึ้นได้   แต่ หุ่นยนต์ ที่ทำงานด้วยระบบ AI ไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะหุ่นยนต์ ทำงานค้วย ตรรกกะ  ใช่ ไม่ใช่  หรือ ถ้าใช่ แล้ว  .....    หมุนวนไป เป็น Loop  จนกว่าจะได้คำตอบออกมา แล้วจึงปฎิบัติตามนั้น 

    แรกๆ ระบบ AI  จึงอยู่ในระบบงานอุตสาหกรรม  เพือทำงานให้เรา   ต่อมา เราจึงได้นำเอา AI เข้ามาเพื่อความบันเทิง    ใช่แล้วครับ ท่านฟังไม่ผิด  มาเพื่อความบันเทิง   

 อย่างไรนะหรือ ?    เรานำระบบ AI  เข้ามาพัฒนาในระบบ เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือ เกมส์คอนโทรล ทีเรานั่งเล่นกันตั้งแต่เด็กๆ อย่างไง ละครับ  เกมส์ PAC MAN  เกมส์ MARIO    หรือเกมส์อืนๆ ก็ใช้ AI ในการตัดสินใจว่าจะเข้าโจมตีเรา หรือ  จะโจมตีเราในเกมส์ในรูปแบบไหนได้บ้าง     หรือเขียนคำสั่งไม่ใ่ห้มันโจมตีกันเอง (ในเกมส์)   

 หลังๆ มาคนเล่นเกมส์ก็จับทางได้  ทำให้คนที่เขียนโปรแกรมก็ต้องพัฒนาไปอีกขั้น โดยการทำให้ตัว AI  เกิดการเรียนรู้ ซึ่ง ทำใ้หเรียกได้ว่า เป็นการกำเนิด AI  หรือ ปัญญาประดิษฐ์ อย่างแท้จริง   เพราะ มันสามารถเรียนรู้ได้  และเกิดสิ่งทีเ่รียกว่า " ปัญญา"  


       ในปัจจุบัน ผมคิดว่า AI จะมาในรูปแบบของ ระบบปฎิบัติการ ซะมากกว่าจะมาในรูปแบบ หุ่นยนต์ AI  อย่างที่เราเห็นในหนัง   เนื่องจากการประดิษฐ์ หุ่นยนต์นั้นค่อนข้างซับซ้อนมาก และมีราคาแพง  การจะนำระบบ AI  เข้ามาใช้ ในตัวหุ่นยนต์เพื่อมาทำงานแทนเราค่อยข้างจะยากในชีวิตประจำวัน(แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ )  แม้ว่า ในอุตสาหกรรม จะมีแต่หุ่นยนต์แล้วก็ตาม (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก หรือ อิเล็กโทรนิค)  

      การใช้หุ่นยนต์ทำงานนั้นสะดวกมากกว่า คนนัก เพราะว่า หุ่นยนต์ไม่บ่น ไม่เรียกร้อง ไม่มีการประท้วง ไม่ขอขึ้นค่าแรง  ไม่ต้องจ่ายประกันสังคม ไม่ท้อง ไม่.......... อีกมากมาย 

    นายจ้างจึงชอบที่จะจ้าง (เช่า) หุ่นยนต์มาทำงานแทน  ข้อเสียก็อาจจะต้องเสียค่าซ่อมบำรุงมากหน่อย และ จ่ายแพง แต่หากลงทุนระยะยาวแล้ว จะเห็นได้ว่า ถูกกว่าจ้างพวกเราๆ ไปทำงานเป็นไหนๆ 

 เป็นอย่างไรกันบ้างละครับ ชักจะหนาวๆ ร้อนๆ กันไปบ้างใช่ไหม    มาดูตัวอย่างกัน 


Henn-na Hotel โรงแรม ระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่ในสวนสนุก Huis Ten Bosch จังหวัด Nagasaki ประเทศญี่ปุ่น    


       เป็นโรงแรมทีมีพนักงานต้อนรับเป็นหุ่นยนต์  เช่นพนักงานต้อนรับ เด็กยกกระเป๋า  ที่สำคัญสามารถติดต่อพูดคุยกันกับคนที่เข้ามาพักที่โรงแรมได้ด้วย 




   ญี่ปุ่นเปิดตัว Gate box AI  สาวน้อยน่ารักประจำบ้าน ไว้เอาใจคนโสด 

  
    



   สำหรับ AI ตัวนี้จะเป็น AI  แบบช่วยจัดการงานบ้านภายในบ้านของเรา เช่นเปิดปิดไฟ คุยกับเรา สนทนา  ส่งข้อความผ่าน App เพื่อเตือนเราเรื่องต่างๆ ( คล้ายๆ siri  ใน iphone )    และ เหมาะกับบ้านสมัยใหม่ ที่มีระบบ smart home   มีกล้องในตัว สามารถจับอุณหภูมิ ความชืื้น และ เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวของเรา 



  เห็นไหมละครับ ว่า AI และ หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนเรา แต่อย่าเพิ่งตกใจไปว่า" ฉันจะทำยังไงจะทำมาหากินอะไรละที่นี้ "

        เป็นที่แน่นอนว่า AI  และ  หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์อย่างแน่นอน ไม่ทีทางหลีกเลี่ยงได้ นอกเสียจากว่าเราจะหนีไปอยู่คนเดียวในป่า ใช้ชีวิตแบบ ไม่ต้องติดต่อกับใคร แต่คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมละครับ

   สิ่งที่เราควรจะเตรียมตัวกันตั้งแต่ตอนนี้ คือ การเตรียมตัวเป็นนายของมัน ไม่ใช่ลูกน้อง หรือ รอให้มาแย่งงานเรา  เราต้องพัฒนาตนเองโดยมองหาอาชีพใหม่   ใช่แล้วครับอาชีพใหม่ เหมือนสมัย ปฎิวัติอุตสาหกรรม  ที่ภาคเกษตร เป็นภาคอุตสาหกรรม  จากคนเลี้ยงวัน เป็นช่างซ่อมรถ  จากคนตัดฟืน เป็น นักเดินเรือ  ... เราต้องมีอาชีพใหม่ อาชีพที่หุ่นยนต์หรือ AI  ยังทดแทนไม่ได้ 


  เช่น อะไร ละ      ...   


    คนเขียนโปรแกรม     (อันนี้อาจจะไม่รอดเพราะตอนนี้เริ่มให้ AI   เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์แล้ว )

   ช่างซ่อมหุ่นยนต์    (อันนี้ต้องมีความรุ้นิดนึง สู้ๆนะ)
 
    คนเขียนนิยาย หรือ การ์ตูน  (อันนี้ แม้จะมีข่าวว่า AI  สามารถเขียนบทความได้ แต่ ผมว่ายังไง นิยายที่เขียนโดยคนมีอารมณ์และความรู้สึก ร่วม อาชีพนี้น่าจะไปอีกไกล )

  นักจิตวิทยา   ( อันนี้ต้องคน คุยกับคน  )

  ผู้พิภากษา   ( อันนี้ จะให้หุ่นยนต์มาตัดสินคน  ใครจะยอม)

   นักกีฬา  ( อันนี้ก็ไม่แน่ เหมือน กัน   ในอนาคตเราอาจจะเห็น หุ่นยนต์แข่งฟุตบอลก็ได้)

        โอเค พอจะนีกภาพออกกันใช่ไหมครับ     แต่ที่แน่ ๆ เราต้องมีความคิดสร้างสรรค์  ยุคแรก เป็น ยุคเกษตรกรรม  >> ต่อมา ยุคอุตสาหกรรม  ต่อมา>>ยุคเทคโนโลยี และการสื่อสาร    ต่อมา>>เป็นยุคของความคิดสร้างสรรค์แล้วละครับ

            "  ใครคิดได้ก่อน และ มีความคิดสร้างสรรค์  คนนั้นถึงจะอยู่รอดในยุคที่มีแต่หุ่นยนต์ "  




        ______ สวัสดี








วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

code for " clock time"

rate=1;
clockStart=0;
function padZero(n){
if(n<10)return"0"+n else
return" "+n
}
clockTime=Math.max(clockStart+rate*(time-inPoint),0);
t=Math.floor(clockTime);
min=Math.floor((t%3600)/60);
sec=Math.floor(t%60);
min+":"+padZero(sec)




วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มาลงรายละเอียดให้ P&ID เรากันดีกว่า ? , ใส่instrument กันไหม?

 มาลงรายละเอียดให้ P&ID ของเรากันดีกว่า 

จั่วหัวย่อยกันอย่างงี้กันเลยที่เดียว >>>>   

จริงๆ แล้วก่อนจะเข้าเรื่องไม่นานมานี้ ผมปวดฟันมาก เลย ไม่คิดว่าอายุมากแล้วมันจะมาปวดอีก 
จำได้ล่าสุดความเจ็บปวดนี้เกิดขึ้นตอนฝ่าฟังคุด ว่าแต่ไอ้ฟันคุดเนี้ย มันต้องเป็นกันทุกคนหรือเปล่านะ 


จริงๆ อันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ... ใครไม่เคยเป็นพันคุดมัน    ไปฉลองเถอะ เชื่อผมโชคดีกว่าถูกรางวัลได้พัดลมงานกาชาดซะอีก 



 นอกเรื่องไปกันไกลน่าดู  ใครจำได้ก็ครั้งที่แล้วได้สอนวิธีการอ่าน  P&ID  กันไปแล้ว  >>> "  ไม่อยากลองเขียนมั้งเหรอ ? "   


      แหมๆๆๆๆ    ตอบไม่กันหมดเลยนะ .......



 โอเค เอาน่าคงไม่อยากเขียนกันหรอก แค่อ่านยังงง  แต่วันนี้ครับเราจะมาลองเขียนกัน เอาง่ายๆ   ไม่อยาก   ผมเองบอกตรงๆ ก็ไม่อยากเขียนหรอก แต่พอถึงคราวจำเป็น ก็ต้องมานั่งเขียน ดีนะแค่เขียนแก้งานที่คนก่อนเขียนเอาไว้ไม่ได้ทำเองทั้งหมด >>>>>  ไม่งั้นตายคาโต๊ะทำงาน !!  ( ไม่มีประกันการตายคาโต๊ะทำงานซะด้วย 555)       

 P& ID   คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกันในนาม  engineering  Flow diagrams บ้าง  machine flow diagrams บ้าง    อย่างไรก็ตาม  เรามักใช้อธิบายกระบวนการในการผลิต (อะไรซักอย่าง) ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง เช่น เครื่องมือ เครื่่องจักร วาล์ว ตัวเซ็นเซอร์   บราๆๆๆๆๆๆ    ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ต่างๆ ของเครื่องมือ เครื่องจักร ที่ใช้ ทำให้เราเห็นภาพว่า ของพวกนี้มันทำงานอย่างไร  และที่สำคัญ หากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือคนเก่าลาออกไป คนใหม่ก็สามารถอ่านกระบวนการต่างๆ ได้จากตัว P&ID  ได้เลย 

ดี   ชิ มิ ละ....

 P&ID  จะมีรายละเอียด หรือ  detail   (อันเดียวกันนะเหลาะ)  ที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้  เอ้า  จดนะนักเรียน

  • process equipment    :    อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบมีอะไรบ้าง 
  • process line (pipe)   :    ท่อต่างๆ มีอะไรบ้าง (อย่าลืมใส่รายละเอียด)
  • pipe number           :      ท่อมันเยอะ ใส่หมายเลขท่อลงไปด้วยละ 
  • control valve and inline equipment :    ว่าล์วต่างๆ และอุปกรณ์ภายในเส้นท่อ 
  • instrument symbol   :     สัญญาลักษณ์ไง  
  • instrument tag  number     :       ป้ายอุปกรณ์  ระบุรายละเอียด 
  • instrument single line   :       สัญญาลักษณ์บ่งบอกลักษณะสัญญานต่างๆ 

 คนเคราะ ทั้ง 7 นี้ จะ  ช่วยนางซิลดอ กอลินล่า อย่างเราให้เขียน P&ID  อย่างเป็นขั้นตอนได้ อะจ้า 








อย่างที่ตามภาพด้านบน    วาดเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในระบบก่อน  ตามด้วยท่อ เสร็จแล้วใส่ วาล์ว และ อุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ  ที่อยู่ตามไลน์ท่อลงไป      เอาแค่นี้ก่อนแล้วไปกินชาเย็น ค่อยมาเขียนต่อ 


กินเสร็จยัง>>>>>>>>


ต่อมา ก็ใส่รายละเอียด พวก อุปกรณ์ควบคุม  ต่างๆ  เช่น ตัวจับความเร็วของไหล ตัวจับอุณหภูมิ  ตัวควบคุมโดยใส่สัญญาลักษณ์ตามมาตรฐาน ISA   (เดี๊ยวค่อยมาบอกว่ามันคืออะไร)  ใส่ signal  ด้วยนะ








  เอาละสุดท้ายใส่รายละเอียดให้เต็มที่   ใส่หมายเลข loop  ใส่ สัญญานรายละเอียดยิบย่อย  



   เป็นไง ง่ายไหม   ตะเอง 


............................................................................................

     รู้แล้วนะน่า ว่ายังไม่ได้บอกว่าสัญญาลักษณ์ต่างๆ เขียนยังไง  ใช่ไหมละ 




  ภาพด้านบนเป็นส่วนของ  Instrument  ต่างๆ ที่เราจะใช้สัญญาลักษณ์เป็นตัวย่อใส่ลงในวงกลม หรือ สี่เหลี่ยม   หรือ หกเหลี่ยม   ถ้าตัวไหนมีกรอบ แสดงว่าเป็นตัว  connection  ไปหาตัว instrument   อื่นๆ
ถ้ามีขีดเดียวอยู่ห้องคอนโทรลรูม ถ้ามีสองขีด อยู่ใน Location  ครับ นอกนั้นหาดูจากภาพด้านบน (เอาน่าขยันหน่อย) 






  เส้นท่อต่างๆ ดูได้จาก แผนภาพด้านบนจ้า ใช้กันให้ถูก ส่วนใหญ่ก็ใช้กันไม่กี่รูปแบบหรอก ไม่ต้องคิดมาก เช่น เส้นธรรมดา   คือท่อหลัก  มีสองขีด ก็เป็นท่อลม  ถ้ามีสามขีดก็เป็นสัญญานไฟฟ้า ประมาณนี้




ส่วนภาษาอังกฤษตัวย่อเอาไว้ใส่ในเครื่องหมายกลม ๆ  สี่เหลี่ยมดูตรงนี้   (แผนภาพด้านบน) 


โอเค กันแล้วใช่ไหม  ไปรองทำกันดูนะครับ     ผมว่าน่าจะพอได้แล้วละ 



สำหรับตอนนี้  >>>>>>>>>   สวัสดีครับ  (-/|\-)   





วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

ถ้าโรงงานเก่า ต้องทำ HAZOP ? และP&ID



  ถ้าโรงงานเก่า ต้องทำ HAZOP  ? >>>>>


     ทำยังไงดี P&ID   ก็ไม่มี / แบบผังโรงงานหาย ? 

           หลายๆท่านที่ทำงานที่โรงงานที่มีอายุมากแล้ว (ไม่ใช่คนนะ ) แต่หมายถึงโรงงานที่ตั้งมานานแล้วบางทีก็ตั้งมาตั้งแต่โรงงานยังเป็นที่รกร้างป่าผีสิงอยู่เลย  (ฮา)     แต่เมื่อระบบต่างๆ เข้ามาทางโรงงานเองก็จำเป็นจะต้อง ปรับตัวตามไปด้วย  และไม่ว่ายังไง หากบริษัทไหนทำระบบด้านความปลอดภัยแล้วละก็ คงต้องมีการทำ  HAZOP  หรือ  Hazard And Operability Studied    จะพูดกันง่ายๆ ก็คือการใช้เทคนิควิเคราะห์และประเมินเพื่อชี้บ่งอันตรายและความเสี่ยง   เพื่อค้นหาอันตรายที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้  โดยเราจะใช้เครื่องทุ่นแรงที่เรียกกันว่า  Key words ต่างๆ เช่น  More less  None   

     แต่วันนี้ไม่ได้จะมาคุยกันเรื่องนี้เลยครับ  ประเด็นปัญหามันอยู่ก่อนหน้านั้นอีก  ปัญหาคือ>>   

 มันต้องใช้ P&ID  อะสิ !!!!   เพราะพวกนี้มันต้องเป็นแนวทางในการวิเคราะห์พวกระบบท่อต่างๆ  เพราะ P&ID มันจะอธิบายถึงอุณหภูมิ แรงดัน  และอะไรต่อมิอะไรที่ควรรู้เพื่อใช้ในการวิเคราะ HAZOP  อีกทีหนึ่ง 

แล้ว P& ID  มันคืออะไรเหมือน Production line diagram  หรือเปล่า  คำตอบคือคล้ายๆ   

แต่ก่อนที่เราจะมาทำ P& ID  เราต้องทราบวิธีการอ่านมันก่อน   สำหรับวันนี้ก็จะมาอธิบายถึงการอ่าน P&ID  กันก่อนครับ 



[P&ID.jpg]


 ก่อนอื่นมาดูภาพนี้กันก่อน >>>>. 


ภาพนี้จะอธิบายถึง P & ID  เบื้องต้น    ดูยากใช้ไหมครับ  ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้น  และตอนนี้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ 555555  
 ล้อเล่นๆ  แต่ก็ยังมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น   เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังครับ  
 เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นผมจะขอแบ่งๆ เป็นข้อย่อยๆ  ให้ฟังครับ กินเค้กทั้งก้อนมันยาก แต่กินที่ละคำมันง่ายกว่า  คุณว่าจริงไหม 
1.  Sensor /measuring sensor /sensor equipment      หรืออุปกรณ์ตรวจจับทั้งหลาย 
        -มาดูที่ TE 03  เป็นตัวตรวจับอุณหภูมิ ที่ออกมาจากระบบ  ปกติดูง่ายๆ T  ก็คือ temperature หรืออุณหภูมิ   (ปกติแล้วจะมีสัญญาลักษณ์ที่เป็นสากล ที่กำหนดมาแล้ว แต่จะยังไม่ขอพูดในที่นี้นะครับ เอาให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ก่อน )   ต่อมาก็จะลิงค์ไปตัวแปลงสัญญาน TT  03 ( T ในที่นี้จะหมายถึง transform นั้นเอง )  จากค่าอุณภูมิที่วัดได้เป็นสัญญานทางไฟฟ้า   เพื่อส่งต่อไปยัง TIC 03   เพื่อทำการแปลงเป็นสัญญานขนาด 4-20 mA  ตามมาตรฐานอีกทีหนึ่ง ส่วนตัวเลข 03 ก็คือลูปการทำงานที่เราให้เป็นตัวเลขเพื่อแยกระบบต่างๆ ออกจากกัน นั้นเอง
        -เรามาดูอีกลูปหนึ่งดีกว่า >>  LT01  สังเกตง่ายๆ มันเป็น ตัวตรวจจับเกี่ยวกับการวัดระดับน้ำ นั้นเอง  จากนั้นก็จะไปหา LIC 01 เพื่อแปลงเป็นสัญญานไฟฟ้าขนาด 4-20 mA    ส่วน PT02  เป็นตัวปรับแรงดัน  (P  ก็คือ Pressure นั้นเอง)  จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสัญญานไฟฟ้าขนาด 4-20 mA    ส่งไปยัง  PIC 02 
2.   Controller /controlling equipment    หรืออุปกรณ์ควบคุม
     - ตามที่เห็นในแผนภาพนะครับ P&ID  ตัวนี้เราจะเรียกว่า Controller ซึ่งจะเป็นตัวที่รับสัญญาน จากตัวแปลงหรือตัวส่งสัญญาน (TT01 PT02  และ LT01 ) ส่วนตัว TLC 03  จะเป็นตัวควบคุมการปิด เปิด  อุณภูมิ  และตัวควบคุม ตัวนี้จะรับสัญาณ 4-20 mA จาก LT01 และนำมาปรับเทียบกัน level  ตัวที่เราตั้งไว้ จากตัวคอนโทรลเลอร์โดยจะอ้างอิงข้อมูลจาก LIC 01  เป็นสัญญาญเบื้องต้นและส่งสัญญานโดยรวมไปยังตัวควบคุมตัวสุดท้าย LCV01  ผ่านทาง LY
     - ท้ายสุด PIC02   ห้องควบคุม แรงดัน และตัวควบคุมจะได้รับสัญญาณ 4-20 mA  จาก PT02 เปรียบเทียบตัวมันกับค่าความดันเริ่มต้น   สุดท้ายก็จะส่งสัญญาน ไปยัง PVC 02  ผ่านทาง PY



3. Final control  Element     หรืออุปกรณ์ควบคุมตัวสุดท้าย

    -  TCV03  เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ  วาล์ว ซึ่งระได้รับสัญญานจาก ๅTIC03  (ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องควบคุมครับ )  เพื่อเปิดปิดวาล์ว ระบาย condensate  หรือ หยดน้ำที่เกิดจากความชื้้น เพือควบคุมอุณหภูมิในระบบน้ำ
     สำหรับ  TCV03    แล้ว TY03  คือตัว I/P convector อธิบายง่ายๆ คือตัวนี้จะเป็นตัวแปลงสัญญานจากElectronic จาก TIC03  เป็นสัญญาน Pneumatic

    เหมือนกันกับ LCV 01  ตัวควบคุมระดับวาล์ว   จะได้รับสัญญานจาก LIC01  และPIC02  เพื่อทำการเปิด /ปิด วาล์วแต่ละตัว โดยจะล้อตามการควบคุมระดับ และความดัน
 
    - TY03, LY01 , PY02 จะถูกเรียกว่า Called tarn conductor  ตัวพวกนี้จะเปลี่ยนสัญญาน Electronic  เป็น  Pnuematic  เพือ่ความเข้าใจ เกี่ยวกับ  P&ID  จะเขียนย่อๆ ดังนี้


1.  temperature control   TE03 > TT03> TIC03> TCV03
2.  level control     LT01>LIC01 >LCV01
3.   Pressure control  PT02> PIC02 >PCV02



     ....... ฮู้ยยยย เหนื่อย    Ok  ต่อไป ถ้าเราเห็นตาราง P&ID   ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป  ให้นึกถึงผังอย่างง่ายตัวนี้   ความยุ่งยากต่างๆ ที่เราเห็นจะใช้วิธีการ เดินไลน์เส้นตามลูป การทำงาน  อย่าลืมนะครับว่า


     "  เข้าใจระบบ คือเข้าใจกระบวนการทำงานระบบ  "   นั่นเอง



 สำหรับตอนนี้   >>>>>>>>>>>>>>>    สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

WTF!!! Confined Space อะไรกันนี้ที่อับอากาศ!!

what is  confined space ?   ว่าด้วยเรื่่องสถานที่อับอากาศ



สถานที่อับอากาศ 

 ตามกฎกระทรางล่าสุดที่ผมอ่าน น่าจะเป็นกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2547   ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา103  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541   (เอาซะยืดยาวเลย )   เอาจริงๆ ผมก็แค่อยากจะมาบอกว่าสถานที่อับอากาศตามกฎหมายมันคืออะไร ก็แค่นั้นเอง  

  





         เอาง่ายๆ แบบภาษาชาวบ้าน  สถานที่อับกาศก็คือ สถานที่อะไรก็ตามครับที่มีทางเข้าออกจำกัด แบบว่าเข้าลำบาคไรงี้ ทำให้อากาศข้างในมันไม่เพียงพอ ทำให้เราปลอดภัย  ตัวอย่างก็เช่น อุโมงค์  ถ้ำ  บ่อ หลุม  ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัยต่างๆ ถังน้ำมัน ถังไซโล ท่อ เตา ถังหมักขนาดใหญ่ จะหลักอะไรก็ช่างเหอะ หรืออื่นๆ ที่มันเป็นแบบนี้  
       นอกจากนี้ก็ยังกำหนดบรรยากาศอันตรายเอาไว้ด้วย  แต่มันก็ยังคลุมเคลืออยู่ใใช่ไหมละ ว่าบรรยากาศอันตรายคืออะไร เขาก็เลยกำหนดไว้ตามนี้

  • ค่าออกซิเจน  ว่าต้องมีอยู่ระหว่าง  19.5 -23.5 เปอร์เซ็น โดยปริมาตร  จะได้จบ ไม่ต้องเถียงกัน
  • มีไอ ก๊าซ หรือละอองอะไรก็ตามที่ติดไฟได้ อยู่ร้อยละ10   ของค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารแค่ละตัว  (เราต้องไปหาเอาเองว่าเป็นสารอะไร ) 
  • ฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้  ซึ่งมีค่าความเข้มข้นเท่ากับหรือมากกว่าความเข้มข้นขัั้นต่ำของสารเคมีตัวนั้นๆที่ติดไฟหรือระเบิดได้   (หาเองนะ สารแต่ละตัวไม่เท่ากัน) 
  • มีค่าความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิดเกินมาตรฐานกำหนด อันนี้เค้ายึด กฎกระทรวง ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีเป็นสำคัญ  (-_-) 
    ด้วยเหตุผลเบื้องต้นเราก็จะทราบแล้วว่าสถานที่อับอากาศคืออะไรแต่เดี๋ยวก่อน !!! จ๊อดดดด และซ่าร่า  มันยังไม่จบแค่นั้น คนที่จะเข้าไปทำงานต้องมีคุณสมบัติพิเศษ (เพิ่มลูกชิ้นไหม  ไหม .. ไม่ต้องนะ 55) 

ดังนี้  .....
  • ต้องมีการอบรมก่อน ตามข้อ 21  ซึ่งกล่าวเอาไว้ว่า  ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด แก่ลูกจ้างทุกคน    ที่ทำงานในทีอับอากาศ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความเข้าใจทักษะที่จำเป็นในการทำงานอย่างปลอดภัย  ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย  พร้อมทั้งวิธีและขั้นตอนในการปฎิบัติงาน 
     ... แสดงว่า  ใครผู้ใดสิจะทำงาน เยี่ยงนี้จักต้องไป อบรม เสียก่อน นั้นเองครับกระผม .... 


 ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกท่านที่ทำงานนั้นเอง  อย่างไรเสีย ไม่ต้องไปกังวลว่าต้องอบรมอะไรบ้างอย่างไร  อันนี้ ให้ทางฝ่ายฝึกอบรม เค้าหาให้ก็ได้ครับ อย่าไปworry  ให้เสีย self   เพราะปกติอบรมเค้าจะติดตามและอบรมตามกฎหมายใหม่กันอยู่แล้ว ใครเขาจะเอากฎหมายเก่ามาอบรม บริษัทจัดอบรมต่างๆ เค้าก็มีการแข่งขันกันอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะด้านราคา หรือว่า การทันตามกฎหมาย 
      บอกให้หนอ่ยก็ได้ครับ มี 3 ผู้  นะที่ต้องอบรม

  1.      หลักสูตรผู้อนุญาต 
  2.      หลักสูตรผู้ควบคุมงาน
  3.      หลักสูตรผู้ช่วยเหลือ
  4.      หลักสูตรผู้ปฎิบัติงาน
  5.       หลักสูรผู้อนุญาต ผู้ควบคุมงาน  ผู้ช่วยเหลือและผู้ปฎิบัติงาน ( อบรมที่เดียวเลย)

     เอาละหวังว่าบทความนี้จะช่วยเพื่อนๆ ได้นะครับ เจอกันใหม่ อาทิตน์หน้า ...  BYE  JUB JUB :)



      



วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

Tips for Staying Safe at Work

Tips for Staying Safe at Work 

แนวทางการทำงานอย่างปลอดภัย 




  • Keep your purse, wallet, keys, or other valuables with you at all times or locked in a drawer or closet. 
  • Check the identity of any strangers who are in your office. If anyone makes you uncomfortable, inform security or management immediately. 
  • Don’t stay late if you’ll be alone in the office. Create a buddy system for walking to parking lots or public transportation after hours, or ask a security guard to escort you. 
  • Report any broken or flickering lights, dimly lit corridors, broken windows, and doors that don’t lock properly. 
  • If you notice signs of potential violence in a fellow employee, report this to the appropriate person. Immediately report any incidents of sexual harassment. 
  • Know your company’s emergency plan. If your company does not have such a plan, volunteer to help develop one. 
  • If the company does not supply an emergency kit, keep your own emergency supplies (flashlight, walking shoes, water bottle, nonperishable food, etc.) in a desk drawer. 
  • If you work at home, in addition to making your home safe and secure, you should hang window treatments that obstruct the view into your office. You don’t want to advertise your expensive office equipment. 
  • Review your insurance policy—almost all policies require an extra rider to cover a home office. 
  • Mark your equipment with identification numbers, and keep an updated inventory list (with photos, if possible) in a home safe or a bank safe-deposit box. It’s a good idea to keep backups of your work in a secure, separate location as well. 
  • Follow the same caution with deliveries and pickups that businesses do. Anyone making a delivery to your home office should be properly identified before you open the door. Do not let the person enter your home.If you own the company, take a hard look at your business—physical layout, employees, hiring practices, operating procedures, and special security risks. Assess the company’s vulnerability to all kinds of crime, from burglary to embezzlement. Follow basic crime prevention principles, and work with local law enforcement to protect your business
  • คำแปล น๊ะจ๊ะ 
    หากเพื่่อนๆ ชาวบล๊อกทั้งหลาย อย่างทำงานกันอย่างปลอดภัย ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังแล้วละก็เรามีทริปดีๆ มาแนะนำ หวังว่าจะเอาไปใช้กันได้นะครับ 
  1.   อย่าลืมเก็บกระเป๋าสตางค์ของมีค่า กุญแจ หรืออะไรก็ตามที่มีมูลค่าติดตัวไว้ตลอดเวลา และถ้าไม่สามารถเอาติดตัวไปได้แล้วละก็ อย่าลืม ล๊อคกุญแจไว้ใต้ลิ้นชักหรือตู้ล๊อคเกอร์ก็ได้
  2.  อย่าลืมตรวจสอบคนแปลกหน้าที่เข้ามายุ่มยามภายในสำนักงานของเรา ถ้าคุณคิดว่าไม่ปลอดภัยแล้วละก็แจ้งพี่ รปภ.หรือผู้จัดการให้ลากคอหมอนั้นออกไปซะ
  3. อย่าอยู่คนเดียวในสำนักงาน (หรือออฟฟิตที่เราคุ้นเคยกันนั้นเหลาะ)  หาเพื่อนสักคนดีกว่า อย่างน้อยเค้าก็ยังพาเราไปลานจอดรถหรือสถานีรถไฟฟ้าใกล้ๆได้นะ อย่างน้อยก็เป็นหูเป็นตาไปบอกพี่ยามหน้าออฟฟิตได้นะเออ 
  4. รายงานเรื่องความชำรุดเสียหายของไฟตามทางต่างๆ หรือทางเดินทีแสงไม่ค่อยมี บางที่อาจจะมีประตูที่ไม่ได้ล๊อคด้วยก็ได้นะ 
  5. ถ้าเห็นการกระทำที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเพื่อนพนักงานของเราแล้วละก็ อย่าลืมรายงานให้คนที่เราเชื่อถือได้ด้วยละ อย่าลืมรายงานทันทีเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ตาม (รวมถึงการล่วงละเมิดทางทางเพศด้วยนะ...!!)
  6. อย่าลืมหาอ่านแผนฉุกเฉินของบริษัทไว้เนิ่นๆ นะ หากเกิดเหตุอะไรจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไร ถ้าไม่มีแล้วละก็หาใครช่วยทำสิ (ใช้ จป.ซิ  เค้าทำให้) 
  7. ถ้าบริษัทฯคุณไม่มีงบจัดซื้อพวกอุปกรณ์ฉุกเฉินให้แล้วละก็  สงสัยคุณต้องหาซื้อมาใช้เองแล้วละ  ไม่ต้องแพงหรอก ของง่ายๆ อย่างไฟฉาย รองเท้าผ้าใบ น้ำขวดแล้วก็อาหารที่เก็บไว้ได้นาน ๆ  เก็บไว้ใต้ลิ้นชักเลย 
  8. ถ้าหากคุณเป็นพวกทำงานที่บ้านแล้วละก็ ควรหาผ้าม่านมาบดบังพวกอุปกรณ์ราคาแพงของคุณหน่อยนะ ไม่งั้นแล้วละก็มันจะไปต้องตามิจจฉาชีพเข้า
  9. อย่าลืมกลับไปดูเอกสารสัญญาประกันภัยซักหน่อย ว่ามีการระบุเกี่ยวกับการทำงานที่บ้านด้วยหรือเปล่า เดี๊ยวเกิดเหตุจะใช้ประกันไม่ได้เอานะ 
  10. ทำเครื่องหมายที่อุปกรณ์สำนักงานของคุณซะ แล้วก็อัพเดทเป็นประจำ (ถ้าถ่ายรูปไว้ได้ก็ดี) เก็บข้อมูลเอกสารไว้ในสถานที่ปลอดภัยหรือไม่ก็เช้าตู้ที่ธนาคารไว้ก็ได้ มันเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยหากเราจะเก็บข้อมูลไว้ที่อื่นบ้าง (เผื่อเหลือเผื่อขาดนะ)
  11. กระทำการอันใดก็ตามด้วยความระมัดระวังประหนึ่งจัดส่งสินค้าราคาแพงให้ลูกค้า  ใครก็ตามที่เข้ามายังสำนักงานของเราต้องระบุตัวตนได้ก่อนเปิดประตูต้อนรับ อย่าปล่อยให้ใครเข้ามาได้ง่ายๆละ  ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจเองแล้วละก็ ต้องใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษนะ  สังเกตพื้นที่ทั่วๆไป การจ้างพนักงาน  ขั้นตอนการทำงาน หรือความเสี่ยงอื่นๆ ต้องครอบคลุม ประเมินช่องโหว่ของเราดูตั้งแต่การลักทรัพย์ไปถึงการยักยอกเงินเลยละ  อย่าลืมปฎิบัติตามหลักการป้องกันอาชญากรรมขึ้นพื้นฐาน และทำงานภายใต้ข้อบังคับทางกฎหมายท้องถิ่นด้วย  
เท่านี้ก็สามารถ ช่วยให้ออฟฟิตเราปลอดภัยจากอันตราย ได้แล้วจ้า ......